Exchange
บล็อกเชนและเว็บเทรดสินทรัพย์คริปโต
Academy
ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับบล็อกเชนและคริปโต
โบรกเกอร์
โซลูชั่นสำหรับโบรกเกอร์
Charity
Charity
Cloud
ตลาดเเลกเปลี่ยนคริปโตสำหรับบริษัท
DEX
รวดเร็วและปลอดภัยด้วยเว็บเทรดสินทัพย์ดิจิทัลแบบกระจายอำนาจ
Labs
ศูนย์บ่มเพาะสำหรับโครงการบล็อกเชนชั้นนำ
Launchpad
แพลตฟอร์มเปิดตัวโทเค็น
Research
การวิเคราะห์และรายงานระดับสถาบัน
Trust Wallet
กระเป๋าคริปโตอย่างเป็นทางการของ Binance
ซื้อคริปโต
ตลาด
Convert
วิธีการเทรดที่ง่ายที่สุด
คลาสสิค
อินเตอร์เฟสที่เรียบง่ายและใช้สะดวก
Advanced
เข้าถึงเครื่องมือการเทรดได้ทั้งหมด
Margin
เพิ่มกำไรของคุณด้วยเลเวอเรจ
P2P Wallet
โอนเงินผ่านธนาคารและอีกกว่า 100 ทางเลือกอื่น
Stock Token
New
เทรดหุ้นด้วยคริปโต
เทรด
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอปสำหรับ iOS และ Android
ดาวน์โหลด
English
USD
Binance Blog
ข่าวสารและข้อมูลล่าสุดจากเว็บเทรดคริปโทเคอร์เรนซีชั้นนำของโลก
DeFi คืออะไร?
2021-4-1


ถ้าย้อนกลับไปในปี 2013 หลังจาก Bitcoin ได้ถือกำเนิดขึ้นประมาณ 4 ปี มีเด็กหนุ่มลูกครึ่งชาว แคนาดา-รัสเซีย Vitalik Buterin มองเห็นโอกาสว่าระบบบล็อกเชนสามารถนำไปต่อยอดทำคอมพิวเตอร์ของโลกได้ จึงมีการสร้าง Ethereum (ETH) เกิดเป็นเหรียญที่มี Market capitalisation หรือมูลค่าตามราคาตลาดโดยรวมสูงเป็นอันดับ 2 หรือประมาณ $200 Billionในราคาปัจจุบัน ความต้องการให้ ETH เป็นคอมพิวเตอร์ของโลกใบนี้ที่อนุญาตให้นักพัฒนาเข้าร่วมในรูปแบบ Open source (คล้ายๆ Android) ทำให้ทุกอย่างถูกกระจายอำนาจ (decentralized) ระบบเซิร์ฟเวอร์และ cloud จะถูกแทนที่ด้วยระบบที่เรียกว่า node นับพัน ซึ่ง node เหล่านี้จะถูกติดตั้งและเปิดให้ทำงานโดยอาสาสมัครจากทั่วโลก(การขุด Proof of work)


การกำเนิด DeFi

DeFi (Decentralized Finance) กำเนิดจากเหล่านักพัฒนาโปรแกรมที่มารวมตัวกันในปี 2018 จัดตั้งกลุ่ม Defi Network และเห็นโอกาสจากระบบการเงินรูปแบบใหม่ที่สามารถทำงานบน Open source อย่าง ETH ได้  ในงานมีนักพัฒนาจากโปรเจคต่างๆมาร่วมพูดคุยถึงความเป็นไปได้ของแพลตฟอร์มทางการเงินที่ไม่ต้องการตัวกลาง ซึ่งประกอบด้วยโปรเจคมากมาย เช่น MarketDao Uniswap เป็นต้น


ความน่าสนใจของ DeFi

อย่างที่ทราบดีว่าในโลกการเงินปัจจุบัน มีทั้งระบบการกู้ยืม ปล่อยกู้ แลกเปลี่ยน และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่ง Bitcoin สามารถตอบโจทย์ในแง่ของการแลกเปลี่ยนเท่านั้น จึงมีกลุ่มคนที่คิดว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนอาจกลายเป็นระบบที่สามารถเข้ามาทำงานแทนระบบธนาคารได้ โดยลดความยุ่งยากทั้งการยื่นเอกสาร และระยะเวลาในรอการอนุมัติจากธนาคารซึ่งใช้เวลาหลายวัน เกิดการเขียนโค้ด Smart contract ขึ้นมาทำหน้าที่เหมือนธนาคาร กล่าวคือ มีผู้ฝาก หรือผู้เสริมสภาพคล่อง (Liquidity provider) ฝากเงินเข้าไปเพื่อรับผลตอบแทนจากคนที่มายืม (Borrower) หรือมาทำธุรกรรม (Swap) ทั้งหมดที่กล่าวมาไม่ต้องใช้คนกลาง แต่เกิดจากการทำโดยโปรแกรมหรือ AMM (Automated Market Maker) ช่วยลดความผิดพลาดและความยุ่งยากในการดำเนินการ อีกทั้งยังมีผลตอบแทนที่สูงกว่า เนื่องจากธนาคารต้องมีการจ้างพนักงาน ค่าเช่าสถานที่และอื่นๆ แต่ Defi สามารถดำเนินการได้โดยใช้เพียงโค้ด Smart contract ที่ไม่สามารถแก้ไขได้และยังถูกตรวจสอบได้เพียงแค่ผู้ใช้งานมีอินเตอร์เน็ต 

เดือนกันยายนในปีที่ผ่านมา Binance ได้ทำการเปิดตัว Binance Smart Chain ( BSC ) เป็นเครือข่ายที่มีการนำ Smart Contract เข้ามาใช้งานเช่นเดียวกับเครือข่ายของ Ethereum (ซึ่งประสบปัญหาเรื่องค่าธรรมเนียมสูงและการทำธุรกรรมที่ล่าช้า) ส่งผลให้นักพัฒนาแพลตฟอร์มหันมาใช้ Binance Smart Chain ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ (DeFi) หรือแม้กระทั่งแอปพลิเคชันบนเครือข่าย Blockchain (DApps) มากขึ้นจนล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์นี้ มีการทำธุรกรรมบน BSC แซงหน้า Etheream ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ความเสี่ยงของ Decentralised Finance (DeFi)

  • ความเสี่ยงจากแพลตฟอร์มของ Ethereum ซึ่งปัจจุบันมีการทำธุรกรรมจำนวนมากทำให้เกิดความล่าช้า ปัญหาธุรกรรมค้างทำให้ผู้ใช้งานไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบสินทรัพย์หรือทำธุรกรรมได้ (ในปัจจุบันโปรเจค DeFi เริ่มหันมาใช้งานทางฝั่ง BSC มากขึ้น)

  • แพลตฟอร์มอาจถูกผู้ไม่หวังดี Hack ข้อมูล ทำการขโมยเหรียญที่เสริมสภาพคล่องไว้ในโปรโตคอล

  • การทำธุรกรรมใน DeFi มีความยุ่งยากพอสมควรอาจทำให้ผู้ใช้งานมือใหม่สับสน ทำผิดขั้นตอน ทำให้สูญเสียสินทรัพย์ได้


การลงทุนในโปรเจค DeFi ถือว่าเป็นแพลตฟอร์มที่มีผลตอบแทนสูง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกัน ผู้ใช้งานก็ควรพิจารณาความเสี่ยงที่กล่าวมา อาจจะมอง DeFi ที่ผ่านการ Audited จากบริษัทที่น่าเชื่อถือเป็นการลดความเสี่ยงในการลงทุน


Binance Blog
ข่าวสารและข้อมูลล่าสุดจากเว็บเทรดคริปโทเคอร์เรนซีชั้นนำของโลก
Apr 01
2021
DeFi คืออะไร?


ถ้าย้อนกลับไปในปี 2013 หลังจาก Bitcoin ได้ถือกำเนิดขึ้นประมาณ 4 ปี มีเด็กหนุ่มลูกครึ่งชาว แคนาดา-รัสเซีย Vitalik Buterin มองเห็นโอกาสว่าระบบบล็อกเชนสามารถนำไปต่อยอดทำคอมพิวเตอร์ของโลกได้ จึงมีการสร้าง Ethereum (ETH) เกิดเป็นเหรียญที่มี Market capitalisation หรือมูลค่าตามราคาตลาดโดยรวมสูงเป็นอันดับ 2 หรือประมาณ $200 Billionในราคาปัจจุบัน ความต้องการให้ ETH เป็นคอมพิวเตอร์ของโลกใบนี้ที่อนุญาตให้นักพัฒนาเข้าร่วมในรูปแบบ Open source (คล้ายๆ Android) ทำให้ทุกอย่างถูกกระจายอำนาจ (decentralized) ระบบเซิร์ฟเวอร์และ cloud จะถูกแทนที่ด้วยระบบที่เรียกว่า node นับพัน ซึ่ง node เหล่านี้จะถูกติดตั้งและเปิดให้ทำงานโดยอาสาสมัครจากทั่วโลก(การขุด Proof of work)


การกำเนิด DeFi

DeFi (Decentralized Finance) กำเนิดจากเหล่านักพัฒนาโปรแกรมที่มารวมตัวกันในปี 2018 จัดตั้งกลุ่ม Defi Network และเห็นโอกาสจากระบบการเงินรูปแบบใหม่ที่สามารถทำงานบน Open source อย่าง ETH ได้  ในงานมีนักพัฒนาจากโปรเจคต่างๆมาร่วมพูดคุยถึงความเป็นไปได้ของแพลตฟอร์มทางการเงินที่ไม่ต้องการตัวกลาง ซึ่งประกอบด้วยโปรเจคมากมาย เช่น MarketDao Uniswap เป็นต้น


ความน่าสนใจของ DeFi

อย่างที่ทราบดีว่าในโลกการเงินปัจจุบัน มีทั้งระบบการกู้ยืม ปล่อยกู้ แลกเปลี่ยน และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่ง Bitcoin สามารถตอบโจทย์ในแง่ของการแลกเปลี่ยนเท่านั้น จึงมีกลุ่มคนที่คิดว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนอาจกลายเป็นระบบที่สามารถเข้ามาทำงานแทนระบบธนาคารได้ โดยลดความยุ่งยากทั้งการยื่นเอกสาร และระยะเวลาในรอการอนุมัติจากธนาคารซึ่งใช้เวลาหลายวัน เกิดการเขียนโค้ด Smart contract ขึ้นมาทำหน้าที่เหมือนธนาคาร กล่าวคือ มีผู้ฝาก หรือผู้เสริมสภาพคล่อง (Liquidity provider) ฝากเงินเข้าไปเพื่อรับผลตอบแทนจากคนที่มายืม (Borrower) หรือมาทำธุรกรรม (Swap) ทั้งหมดที่กล่าวมาไม่ต้องใช้คนกลาง แต่เกิดจากการทำโดยโปรแกรมหรือ AMM (Automated Market Maker) ช่วยลดความผิดพลาดและความยุ่งยากในการดำเนินการ อีกทั้งยังมีผลตอบแทนที่สูงกว่า เนื่องจากธนาคารต้องมีการจ้างพนักงาน ค่าเช่าสถานที่และอื่นๆ แต่ Defi สามารถดำเนินการได้โดยใช้เพียงโค้ด Smart contract ที่ไม่สามารถแก้ไขได้และยังถูกตรวจสอบได้เพียงแค่ผู้ใช้งานมีอินเตอร์เน็ต 

เดือนกันยายนในปีที่ผ่านมา Binance ได้ทำการเปิดตัว Binance Smart Chain ( BSC ) เป็นเครือข่ายที่มีการนำ Smart Contract เข้ามาใช้งานเช่นเดียวกับเครือข่ายของ Ethereum (ซึ่งประสบปัญหาเรื่องค่าธรรมเนียมสูงและการทำธุรกรรมที่ล่าช้า) ส่งผลให้นักพัฒนาแพลตฟอร์มหันมาใช้ Binance Smart Chain ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ (DeFi) หรือแม้กระทั่งแอปพลิเคชันบนเครือข่าย Blockchain (DApps) มากขึ้นจนล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์นี้ มีการทำธุรกรรมบน BSC แซงหน้า Etheream ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ความเสี่ยงของ Decentralised Finance (DeFi)

  • ความเสี่ยงจากแพลตฟอร์มของ Ethereum ซึ่งปัจจุบันมีการทำธุรกรรมจำนวนมากทำให้เกิดความล่าช้า ปัญหาธุรกรรมค้างทำให้ผู้ใช้งานไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบสินทรัพย์หรือทำธุรกรรมได้ (ในปัจจุบันโปรเจค DeFi เริ่มหันมาใช้งานทางฝั่ง BSC มากขึ้น)

  • แพลตฟอร์มอาจถูกผู้ไม่หวังดี Hack ข้อมูล ทำการขโมยเหรียญที่เสริมสภาพคล่องไว้ในโปรโตคอล

  • การทำธุรกรรมใน DeFi มีความยุ่งยากพอสมควรอาจทำให้ผู้ใช้งานมือใหม่สับสน ทำผิดขั้นตอน ทำให้สูญเสียสินทรัพย์ได้


การลงทุนในโปรเจค DeFi ถือว่าเป็นแพลตฟอร์มที่มีผลตอบแทนสูง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกัน ผู้ใช้งานก็ควรพิจารณาความเสี่ยงที่กล่าวมา อาจจะมอง DeFi ที่ผ่านการ Audited จากบริษัทที่น่าเชื่อถือเป็นการลดความเสี่ยงในการลงทุน