Exchange
บล็อกเชนและเว็บเทรดสินทรัพย์คริปโต
Academy
ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับบล็อกเชนและคริปโต
โบรกเกอร์
โซลูชั่นสำหรับโบรกเกอร์
Charity
Charity
Cloud
ตลาดเเลกเปลี่ยนคริปโตสำหรับบริษัท
DEX
รวดเร็วและปลอดภัยด้วยเว็บเทรดสินทัพย์ดิจิทัลแบบกระจายอำนาจ
Labs
ศูนย์บ่มเพาะสำหรับโครงการบล็อกเชนชั้นนำ
Launchpad
แพลตฟอร์มเปิดตัวโทเค็น
Research
การวิเคราะห์และรายงานระดับสถาบัน
Trust Wallet
กระเป๋าคริปโตอย่างเป็นทางการของ Binance
ซื้อคริปโต
ตลาด
Convert
วิธีการเทรดที่ง่ายที่สุด
คลาสสิค
อินเตอร์เฟสที่เรียบง่ายและใช้สะดวก
Advanced
เข้าถึงเครื่องมือการเทรดได้ทั้งหมด
Margin
เพิ่มกำไรของคุณด้วยเลเวอเรจ
P2P Wallet
โอนเงินผ่านธนาคารและอีกกว่า 100 ทางเลือกอื่น
Stock Token
New
เทรดหุ้นด้วยคริปโต
เทรด
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอปสำหรับ iOS และ Android
ดาวน์โหลด
English
USD
Binance Blog
ข่าวสารและข้อมูลล่าสุดจากเว็บเทรดคริปโทเคอร์เรนซีชั้นนำของโลก
KYC คืออะไร พร้อมขั้นตอน KYC ของ Binance
2021-3-7

หลายคนที่ต้องการจะซื้อบิทคอยน์หรือเหรียญต่างๆ ในช่วงนี้คงจะได้ผ่านกระบวนการยืนยันตัวตนซึ่งมีในทุก Exchange กันไปแล้ว กระบวนการเหล่านี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า KYC มีขึ้นเนื่องจากในยุคปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบนระบบดิจิทัล ทำให้ทุกอย่างง่ายดายและลดขั้นตอนลงเป็นอย่างมาก สามารถทำได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนแค่มีอุปกรณ์ พร้อมกับอินเตอร์เน็ตเท่านั้น

แต่เมื่อทุกอย่างมันง่ายขึ้นนั่นหมายความว่า มันง่ายสำหรับมิจฉาชีพด้วยเช่นกัน ซึ่งในปัจจุบันมีมิจฉาชีพ และอาชญากรรมเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย และอาจใช้ช่องทางต่างๆที่ง่ายดายนี้ในการทำเรื่องผิดกฏหมาย หรือใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงิน เพื่อป้องกันเรื่องนั้น จึงได้มีการทำ KYC เกิดขึ้น โดยจุดประสงค์เพื่อระบุตัวตนของผู้ใช้งานทุกคนไม่ว่าจะเป็น บุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือว่าผู้เยาว์ 

แล้ว KYC คืออะไรล่ะ?

KYC ย่อมาจาก Know Your Customer ซึ่งแปลตรงตัวได้เลยว่า “รู้จักลูกค้าของคุณ” เพราะว่ากระบวนการของ KYC นั้นคือการพิสูจน์ตัวตนของลูกค้าทุกคนที่มาสมัคร โดยการทำความรู้จักกับลูกค้าของคุณทุกคนนั้นจะเป็นการเพิ่มการป้องกันการโจรกรรมเอกลักษณ์บุคคลเพื่อไปใช้เปิดบัญชีโดยที่เจ้าของไม่รู้ตัว

ใครต้องทำ KYC บ้าง?

KYC ตามกระบวน Anti money laundering (AML) นั้นมีการกำหนดให้ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ เริ่มทำก่อนกับลูกค้าทุกคน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการเปิดบัญชีทุกครั้งเราต้องใช้บัตรประชาชน และในปัจจุบันนั้นเริ่มมีธุรกิจนอกเหนือจากธนาคารเริ่มทำแล้ว เช่นธุรกิจ Fintech หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ e-money ซึ่งนั่นรวมไปถึงเว็บไซต์ Exchange เหรียญดิจิทัลด้วยเช่นกัน แปลว่าเราต้องผ่านกระบวนการนี้เพื่อทำการซื้อ บิทคอยน์ด้วยเช่นกัน

KYC มีกระบวนการอย่างไร?

KYC นั้นมีกระบวนการที่เรียบง่ายและไม่ซับซ้อน กระบวนการนั้นสามารถเกิดได้ทั้ง Offline และ online ตัวอย่างเช่น การไปเลือกตั้งที่ต้องแสดงบัตรประชาชนกับเจ้าหน้าที่ก่อนคือการ KYC แบบ offline และการสมัครเว็บไซต์ Exchange แล้วส่งเอกสารเพื่อยืนยันตัวตน คือการทำ KYC แบบ Online หรือเรียกอีกอย่างว่า e-KYC โดยส่วนใหญ่นั้นเอกสารและข้อมูลที่ใช้ในการ KYC นั้นจะมีดังต่อไปนี้

  • บัตรประชาชน, หนังสือเดินทาง หรือใบขับขี่

  • รูปถ่ายของตัวเราคู่กับเอกสารยืนยันตัวตน

  • เลขประจำตัวประชาชน

  • ที่อยู่ปัจจุบัน

ซึ่ง KYC นั้นจะเริ่มต้นเมื่อเราทำการสมัครและทำการยืนยันตัวตน แต่การทำ KYC นั้นไม่ได้จบหลังจากเรายืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว KYC จะยังมีต่อไปเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของแต่ละผู้ใช้งาน หากมีความเสี่ยงที่มากขึ้นหรือที่สูงกว่าปกติ อาจจะมีการขอเอกสารเพิ่มเติมหรือขั้นตอนที่เรียกว่า Customer Due Diligence (CDD) และผู้ให้บริการนั้นมีสิทธิ์ประเมินความเสี่ยงจากเอกสารต่างๆ รวมถึงหยุดให้บริการกับลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูงอีกด้วย

โดยการ KYC ของ Binance สามารถทำได้ดังนี้ 

1. ไปที่ Identification และไปที่ Basic Info คลิก [Identity Verification]


2. ใส่ข้อมูลพื้นฐานทั้งหมดให้ถูกต้อง ชื่อ นามสกุล วันเกิดและที่อยู่


3. เมื่อใส่ข้อมูลเสร็จจะเข้าสู่โหมด Verify ID & Face (ตรวจสอบยืนยันตัวตนผ่าน ID และ Face)


4. กด Start (เร่ิมต้น) การทำการยืนยันตัวตน

5. เลือกประเทศของเราให้ถูกต้องและเราสามารถเลือกใช้เอกสารในการยืนยันตัวตนได้ 3 ประเภทคือ 

     1)Passport 

     2) Driver Licensed ใบขับขี่หรือ 

     3)ID บัตรประจำตัวประชาชน



6. ในกรณีนี้เราจะใช้ใบขับขี่เพื่อเป็นตัวอย่าง โดยเราสามารถเลือกได้ดังนี้ 

  • Take Photo : ถ่ายรูปบัตรผ่านกล้อง

  • Upload file : คือการเอา file ที่มือในเครื่องอัพโหลด (ในกรณีนี้เราต้องทำการ scan บัตรไว้ล่วงหน้าทั้งด้านหน้าและด้านหลัง)

  • Prefer to use mobile ? : คือการใช้กล้องมือถือในการถ่ายบัตร


7. ในกรณีนี้เราจะใช้กล้อง Desktop ให้การถ่ายบัตร โดยกด Start (เร่ิม) เพื่อถ่ายบัตรด้านหน้าโดยจะต้องถือบัตรให้ตรงกลางและแสดงรายละเอียดทั้งหมดได้ชัดเจน


8. เมื่อดูรายละเอียดทุกอย่างให้ชัดเจนว่ารูปที่ถ่ายเห็นรายละเอียดทั้งหมด เห็นรูปในบัตรของเราชัดเจน เมื่อดูรายละเอียดทั้งหมดแล้วกดยืนยัน (confirm)


9. ระบบจะให้เราเตรียมถ่ายบัตรด้านหลังกด Start (เริ่ม) 


10. ถ่ายรูปด้านหลังและดูรายละเอียดทั้งหมดเหมือนด้านหน้าและกด Confirm (ยืนยัน)


11. เมื่อเสร็จแล้วระบบจะให้เราถ่าย Selfie เพื่อเป็นการยืนยันว่าบัตรตรงกับเราจริงๆ


12.โดยกดถ่ายรูปให้ใบหน้าอยู่ตรงกลางและชัดเจน เมื่อถ่ายรูปเสร็จแล้วกด Complete (เรียบร้อย) แต่ถ้าต้องการถ่ายใหม่ให้กด Retake (ถ่ายใหม่) 


13. ระบบจะทำการเช็คระหว่างรูปที่ถ่ายกับบัตรที่ถ่ายก่อนหน้าตรงกันหรือไม่


14. เมื่อระบบทำการเช็คเรียบร้อบแล้วจะเข้าส่งขั้นตอนต่อไปคือ Face Verification (ยืนยันตัวตนผ่านทางใบหน้า) โดยจะต้องทำการดาวน์โหลด Binance Application 


15. หลังจากนั้นเปิด Application แล้ว scan QR Code ที่ถูก Genetate มาที่หน้าเว็บไซต์



16. หลังจากนั้นเปิด Application แล้ว scan QR Code ที่ถูก Genetate มาที่หน้าเว็บไซต์ ระบบจะให้เราทำตามขั้นตอนในการ Face Verification เช่นในตัวอย่างนี้ระบบจะให้เราสั้นหัว โดยการใช้มือถือถ่านนั้นให้หัวและใบหน้าของเราอยู่ตรงกลาง ระบบจะเก็บข้อมูลทั้งหมดเสร็จก็ต่อเมื่อเส้นสีฟ้ารอบรูปวนครบเป็นวงกลม


17. เมื่อเสร็จแล้วระบบจะใช้เวลา 7-10 วันในการตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบเสร็จแล้วระบบจะส่งอีเมลยืนยันหรือเราสามารถตรวจสอบได้จากการเช็คสถานะ โดยจะขึ้นเป็น Verified หากผ่านการยืนยันตัวตนแล้ว


ในปัจจุบันนั้นมีมิจฉาชีพมากมายหลายรูปแบบโดยเฉพาะในยุคที่ทุกอย่างใช้งานบนระบบดิจิทัลเป็นหลัก KYC เป็นหนึ่งในวิธีที่มีผลอย่างมากในการแก้ปัญหาเหล่านั้น อย่างไรก็ตามก่อนที่เราจะให้ข้อมูลส่วนตัวของเราไปนั้น เราต้องแน่ใจก่อนว่าเว็บไซต์นั้นๆ หรือที่ที่เราจะให้ข้อมูลนั้นมีวิธีการดูแลข้อมูลของเราอย่างเหมาะสม หรือไม่ใช่มิจฉาชีพแอบอ้างเพื่อขโมยข้อมูลของเรา

Binance Blog
ข่าวสารและข้อมูลล่าสุดจากเว็บเทรดคริปโทเคอร์เรนซีชั้นนำของโลก
Mar 07
2021
KYC คืออะไร พร้อมขั้นตอน KYC ของ Binance

หลายคนที่ต้องการจะซื้อบิทคอยน์หรือเหรียญต่างๆ ในช่วงนี้คงจะได้ผ่านกระบวนการยืนยันตัวตนซึ่งมีในทุก Exchange กันไปแล้ว กระบวนการเหล่านี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า KYC มีขึ้นเนื่องจากในยุคปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบนระบบดิจิทัล ทำให้ทุกอย่างง่ายดายและลดขั้นตอนลงเป็นอย่างมาก สามารถทำได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนแค่มีอุปกรณ์ พร้อมกับอินเตอร์เน็ตเท่านั้น

แต่เมื่อทุกอย่างมันง่ายขึ้นนั่นหมายความว่า มันง่ายสำหรับมิจฉาชีพด้วยเช่นกัน ซึ่งในปัจจุบันมีมิจฉาชีพ และอาชญากรรมเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย และอาจใช้ช่องทางต่างๆที่ง่ายดายนี้ในการทำเรื่องผิดกฏหมาย หรือใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงิน เพื่อป้องกันเรื่องนั้น จึงได้มีการทำ KYC เกิดขึ้น โดยจุดประสงค์เพื่อระบุตัวตนของผู้ใช้งานทุกคนไม่ว่าจะเป็น บุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือว่าผู้เยาว์ 

แล้ว KYC คืออะไรล่ะ?

KYC ย่อมาจาก Know Your Customer ซึ่งแปลตรงตัวได้เลยว่า “รู้จักลูกค้าของคุณ” เพราะว่ากระบวนการของ KYC นั้นคือการพิสูจน์ตัวตนของลูกค้าทุกคนที่มาสมัคร โดยการทำความรู้จักกับลูกค้าของคุณทุกคนนั้นจะเป็นการเพิ่มการป้องกันการโจรกรรมเอกลักษณ์บุคคลเพื่อไปใช้เปิดบัญชีโดยที่เจ้าของไม่รู้ตัว

ใครต้องทำ KYC บ้าง?

KYC ตามกระบวน Anti money laundering (AML) นั้นมีการกำหนดให้ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ เริ่มทำก่อนกับลูกค้าทุกคน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการเปิดบัญชีทุกครั้งเราต้องใช้บัตรประชาชน และในปัจจุบันนั้นเริ่มมีธุรกิจนอกเหนือจากธนาคารเริ่มทำแล้ว เช่นธุรกิจ Fintech หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ e-money ซึ่งนั่นรวมไปถึงเว็บไซต์ Exchange เหรียญดิจิทัลด้วยเช่นกัน แปลว่าเราต้องผ่านกระบวนการนี้เพื่อทำการซื้อ บิทคอยน์ด้วยเช่นกัน

KYC มีกระบวนการอย่างไร?

KYC นั้นมีกระบวนการที่เรียบง่ายและไม่ซับซ้อน กระบวนการนั้นสามารถเกิดได้ทั้ง Offline และ online ตัวอย่างเช่น การไปเลือกตั้งที่ต้องแสดงบัตรประชาชนกับเจ้าหน้าที่ก่อนคือการ KYC แบบ offline และการสมัครเว็บไซต์ Exchange แล้วส่งเอกสารเพื่อยืนยันตัวตน คือการทำ KYC แบบ Online หรือเรียกอีกอย่างว่า e-KYC โดยส่วนใหญ่นั้นเอกสารและข้อมูลที่ใช้ในการ KYC นั้นจะมีดังต่อไปนี้

  • บัตรประชาชน, หนังสือเดินทาง หรือใบขับขี่

  • รูปถ่ายของตัวเราคู่กับเอกสารยืนยันตัวตน

  • เลขประจำตัวประชาชน

  • ที่อยู่ปัจจุบัน

ซึ่ง KYC นั้นจะเริ่มต้นเมื่อเราทำการสมัครและทำการยืนยันตัวตน แต่การทำ KYC นั้นไม่ได้จบหลังจากเรายืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว KYC จะยังมีต่อไปเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของแต่ละผู้ใช้งาน หากมีความเสี่ยงที่มากขึ้นหรือที่สูงกว่าปกติ อาจจะมีการขอเอกสารเพิ่มเติมหรือขั้นตอนที่เรียกว่า Customer Due Diligence (CDD) และผู้ให้บริการนั้นมีสิทธิ์ประเมินความเสี่ยงจากเอกสารต่างๆ รวมถึงหยุดให้บริการกับลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูงอีกด้วย

โดยการ KYC ของ Binance สามารถทำได้ดังนี้ 

1. ไปที่ Identification และไปที่ Basic Info คลิก [Identity Verification]


2. ใส่ข้อมูลพื้นฐานทั้งหมดให้ถูกต้อง ชื่อ นามสกุล วันเกิดและที่อยู่


3. เมื่อใส่ข้อมูลเสร็จจะเข้าสู่โหมด Verify ID & Face (ตรวจสอบยืนยันตัวตนผ่าน ID และ Face)


4. กด Start (เร่ิมต้น) การทำการยืนยันตัวตน

5. เลือกประเทศของเราให้ถูกต้องและเราสามารถเลือกใช้เอกสารในการยืนยันตัวตนได้ 3 ประเภทคือ 

     1)Passport 

     2) Driver Licensed ใบขับขี่หรือ 

     3)ID บัตรประจำตัวประชาชน



6. ในกรณีนี้เราจะใช้ใบขับขี่เพื่อเป็นตัวอย่าง โดยเราสามารถเลือกได้ดังนี้ 

  • Take Photo : ถ่ายรูปบัตรผ่านกล้อง

  • Upload file : คือการเอา file ที่มือในเครื่องอัพโหลด (ในกรณีนี้เราต้องทำการ scan บัตรไว้ล่วงหน้าทั้งด้านหน้าและด้านหลัง)

  • Prefer to use mobile ? : คือการใช้กล้องมือถือในการถ่ายบัตร


7. ในกรณีนี้เราจะใช้กล้อง Desktop ให้การถ่ายบัตร โดยกด Start (เร่ิม) เพื่อถ่ายบัตรด้านหน้าโดยจะต้องถือบัตรให้ตรงกลางและแสดงรายละเอียดทั้งหมดได้ชัดเจน


8. เมื่อดูรายละเอียดทุกอย่างให้ชัดเจนว่ารูปที่ถ่ายเห็นรายละเอียดทั้งหมด เห็นรูปในบัตรของเราชัดเจน เมื่อดูรายละเอียดทั้งหมดแล้วกดยืนยัน (confirm)


9. ระบบจะให้เราเตรียมถ่ายบัตรด้านหลังกด Start (เริ่ม) 


10. ถ่ายรูปด้านหลังและดูรายละเอียดทั้งหมดเหมือนด้านหน้าและกด Confirm (ยืนยัน)


11. เมื่อเสร็จแล้วระบบจะให้เราถ่าย Selfie เพื่อเป็นการยืนยันว่าบัตรตรงกับเราจริงๆ


12.โดยกดถ่ายรูปให้ใบหน้าอยู่ตรงกลางและชัดเจน เมื่อถ่ายรูปเสร็จแล้วกด Complete (เรียบร้อย) แต่ถ้าต้องการถ่ายใหม่ให้กด Retake (ถ่ายใหม่) 


13. ระบบจะทำการเช็คระหว่างรูปที่ถ่ายกับบัตรที่ถ่ายก่อนหน้าตรงกันหรือไม่


14. เมื่อระบบทำการเช็คเรียบร้อบแล้วจะเข้าส่งขั้นตอนต่อไปคือ Face Verification (ยืนยันตัวตนผ่านทางใบหน้า) โดยจะต้องทำการดาวน์โหลด Binance Application 


15. หลังจากนั้นเปิด Application แล้ว scan QR Code ที่ถูก Genetate มาที่หน้าเว็บไซต์



16. หลังจากนั้นเปิด Application แล้ว scan QR Code ที่ถูก Genetate มาที่หน้าเว็บไซต์ ระบบจะให้เราทำตามขั้นตอนในการ Face Verification เช่นในตัวอย่างนี้ระบบจะให้เราสั้นหัว โดยการใช้มือถือถ่านนั้นให้หัวและใบหน้าของเราอยู่ตรงกลาง ระบบจะเก็บข้อมูลทั้งหมดเสร็จก็ต่อเมื่อเส้นสีฟ้ารอบรูปวนครบเป็นวงกลม


17. เมื่อเสร็จแล้วระบบจะใช้เวลา 7-10 วันในการตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบเสร็จแล้วระบบจะส่งอีเมลยืนยันหรือเราสามารถตรวจสอบได้จากการเช็คสถานะ โดยจะขึ้นเป็น Verified หากผ่านการยืนยันตัวตนแล้ว


ในปัจจุบันนั้นมีมิจฉาชีพมากมายหลายรูปแบบโดยเฉพาะในยุคที่ทุกอย่างใช้งานบนระบบดิจิทัลเป็นหลัก KYC เป็นหนึ่งในวิธีที่มีผลอย่างมากในการแก้ปัญหาเหล่านั้น อย่างไรก็ตามก่อนที่เราจะให้ข้อมูลส่วนตัวของเราไปนั้น เราต้องแน่ใจก่อนว่าเว็บไซต์นั้นๆ หรือที่ที่เราจะให้ข้อมูลนั้นมีวิธีการดูแลข้อมูลของเราอย่างเหมาะสม หรือไม่ใช่มิจฉาชีพแอบอ้างเพื่อขโมยข้อมูลของเรา